เทคนิคการเตรียมดินในไร่อ้อย
21/08/2555

อ้อย เป็นพืชไร่ชนิดหนึ่งที่เมื่อปลูกแล้วจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2-3 ครั้ง เพราะเมื่อตัดต้นออกแล้วจะเหลือตออ้อยที่สามารถแตกหน่อขึ้นมาใหม่ และเกษตรกรจะบำรุงรักษาตออ้อย และหน่ออ้อยที่งอกขึ้นมาเพื่อให้เจริญเติบโตมาเป็นผลผลิตได้อีก หรือที่เรียกว่า การบำรุงตอ นอกจากการปลูกอ้อยจะเตรียมแปลง 2-3 ปี ต่อครั้งแล้ว อ้อยถือเป็นพืชที่ให้ผลผลิตที่มีน้ำหนักมาก ตั้งแต่ 10-20 ตันต่อไร่ จำเป็นจะต้องใช้เครื่องจักรกลการเกษตรกขนาดใหญ่มาช่วยในการทำงาน  จึงมีผลทำให้ดินถูกกดทับจนแน่น ซึ่งจะมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของอ้อย ดังนั้นการเตรียมดินในครั้งแรกจะต้อง เตรียมอย่างดีโดยเฉพาะการไถให้ลึก และพรวนให้ดินร่วนซุ่ยเพื่อให้อ้อยยังคงให้ผลผลิตที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ


ความชื้นดินกับการเตรียมดิน

ก่อนเริ่มการเตรียมแปลงต้องให้ดินมีความชื้นที่เหมาะสม จึงจะสามารถเตรียมแปลงได้ง่ายคือไถได้ลึก และพรวนได้ละเอียด นอกจากจะได้แปลงปลูกที่เหมาะและสะดวกต่อการปลูกอ้อยแล้วยังช่วยประหยัดต้นทุนการเตรียมแปลงได้อีกมาก การปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก จึงสามารถแบ่งฤดูปลูกอ้อยในพื้นที่อาศัยน้ำฝนได้ 2 ช่วง คือ ต้นฝน และปลายฝน ในการเตรียมดินในช่วงต้นฝนนั้นเกษตรกรควรเริ่มเตรียมดิน เมื่อมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง 1-2 สัปดาห์ และเว้นช่วงอีก 1-2 สัปดาห์ จึงเริ่มไถครั้งแรก และตากหน้าดินไว้เพื่อกำจัดวัชพืช และรองรับน้ำฝนที่จะตกมาอีก หลังจากนั้นจึงทำการไถพรวนและทำการปลูกในขั้นตอนต่อไป แต่ในฤดูปลายฝน หรือที่เรียกว่าปลูกอ้อยข้ามแล้งนั้น จะต้องไถครั้งแรกไว้ตั้งแต่ช่วงที่ฝนทิ้งช่วงหรือช่วงที่สามารถนำเครื่องจักรลงทำงานได้ เพื่อผลิกหน้าดินเพื่อรองรับน้ำฝน หรืออาจปลูกพืชบำรุงดินเช่นพืชตระกูลถั่วคลุมหน้าดินไว้แล้วไถกลบ หลังจากนั้นเมื่อหมดฝนหรือฝนหยุดตกต่อเนื่อง 1-2 สัปดาห์ ความชื้นดินเหมาะสมจึงทำการพรวนอีก 1-2 ครั้ง และทำการปลูกทันที

การพรวนสับใบ และเศษวัสดุจากอ้อย

การพรวนสับเศษวัสดุ เช่น ใบอ้อย ยอดอ้อย รวมถึงเศษวัชพืช คลุกเคล้าลงดินจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้มีความร่วนซุยเพิ่มขึ้น ดูดซับน้ำและธาตุอาหารไว้ได้มากขึ้น และยังช่วยลดการเผาใบอ้อยหลังจากการเก็บเกี่ยว ช่วยลดมลภาวะทางอากาศได้อีกด้วย ในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ในการสับและคลุกใบอ้อยต่อพ่วงแทรกเตอร์ ซึ่งจะสามารถสับใบ และเศษวัสดุอื่นๆให้มีขนาดเล็กเพื่อเร่งการย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้เร็วขึ้น และยังทำหน้าที่คลุกเคล้าเศษวัสดุต่างๆลงไปผสมกับเนื้อดินซึ่งจะช่วยปรับปรุงดิน และเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดิน

การระเบิดดินดาน และการไถลึก

การไถลึกจะเป็นการเพิ่มพื้นที่และอำนวยความสะดวกในการเจริญเติบโตของรากอ้อย ซึ่งจะทำให้รากสามารถหาน้ำและอาหารมาใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างผลผลิตได้มากขึ้น และยังเพิ่มพื้นที่ยึดเกาะดิน ช่วยป้องกันการหักล้มของกออ้อยโดยเฉพาะในอ้อยตอ นอกจากนี้ยังเพิ่มอัตราการซึ่มผ่านของน้ำฝนลงไปเก็บไว้ในชั้นน้ำใต้ดิน ลดการชะล้างหน้าดินจากการไหลบ่าของน้ำฝน  แต่การไถลึกนั้นนอกจากจะต้องไถขณะที่ดินมีความชื้นที่เหมาะสมแล้วยังต้องเลือกแทรกเตอร์และอุปกรณ์ให้เหมาะสมอีกด้วย แทรกเตอร์ที่ใช้ควรมีขนาดตั้งแต่ 70 แรงม้าขึ้นไป และอุปกรณ์ที่ใช้ควรใช้ทั้งไถระเบิดดินดาน และผานบุกเบิก ความลึกของการไถระเบิดดินดานนั้นควรมากกว่า 40 เซนติเมตร ส่วนการไถด้วยผานบุกเบิกจะต้องลึกตั้งแต่ 30 เซนติเมตรขึ้นไปจึงจะเหมาะสมต่อการปลูกอ้อย

การพรวนละเอียด
การพรวนดินให้ละเอียดจะสะดวกต่อขั้นตอนการปลูก โดยเฉพาะความลึกและความสม่ำเสมอของท่อนพันธุ์ที่ถูกฝังลงดิน ซึ่งจะมีผลต่ออัตราการงอก และความสม่ำเสมอของผลผลิต ดินที่ละเอียดจะทำให้ท่อนพันธุ์แนบชิดกับเนื้อดินได้ดี ท่อนพันธุ์จะได้รับน้ำและธาตุอาหารได้อย่างต่อเนื่องจึงทำให้อ้อยงอกได้เร็วขึ้น และมีความแข็งแรง ดินที่ละเอียดยังช่วยลดการสูญเสียความชื้นดินจากการระเหย เพราะเนื้อดินในส่วนของชั้นหน้าดินจะชิดกันทำให้ความชื้นระเหยออกไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ดินที่ละเอียดรวมถึงพื้นที่ที่ราบเรียบยังช่วยให้การฉีดพ่นสารควบคุมวัชพืชทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ความยากง่ายในการเตรียมดินให้ละเอียดนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ดินร่วนจะเตรียมได้ง่ายกว่าดินเหนียว รวมถึงความชื้นดินขณะไถพรวนต้องพอเหมาะจึงจะช่วยให้เตรียมได้ละเอียดโดยไม่ต้องทำการไถหลายรอบ อุกรณ์ที่ใช้ในการพรวนดิน เช่น ผานพรวน 6-8 จาน เหมาะกับการไถพรวนในครั้งแรก หรือสภาพที่มีเศษวัชพืชมาก ผาน 22 จานหรือ Offset จะพรวนได้ละเอียดกว่าผานพรวน 6-8 จาน แต่ต้องในสภาพพื้นที่ที่ไม่มีวัชพืช และจอบหมุนจะสามารถพรวนและสับเศษวัชพืชคลุกเคล้ากับดินได้ดีโดยเฉพาะในดินร่วน 

ขั้นตอนการเตรียมดินนั้นเป็นขั้นตอนแรกๆของการปลูกพืชทุกชนิด โดยเฉพาะอ้อยที่ต้องการความลึกในการไถมากและต้องพรวนดินให้ละเอียด วิธีการเตรียมดินนั้นจะต้องเตรียมในขณะที่ดินมีความชื้นที่เหมาะสม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับชนิดของดินและช่วงเวลาในการปลูก รวมถึงการเลือกใช้อุปกรณที่เหมาะสม ทั้งชนิดของอุปกรณ์ และขนาดของแทรกเตอร์ จึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าสามารถทำได้จะช่วยเพิ่มผลผลิต ไว้ตอได้นานขึ้น และยังช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก