ข้อมูลด้านการเกษตร
เทคโนโลยีการทำนาดำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
27/08/2556

การทำนาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปัจจุบันนี้ใช้วิธีการหว่านเมล็ดเป็นส่วนใหญ่ หรือเราเรียกว่า การทำนาหว่าน โดยประมาณเดือนเมษายน ถึง มิถุนายน เกษตรกรจะเตรียมแปลงและใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหว่านลงในแปลงนาแล้วไถกลบ หลังจากนั้นก็รอฝน ถ้ามีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องข้าวก็จะงอก โผล่พ้นผิวดิน และเจริญเติบโตเป็นปกติ แต่ถ้าปีไหนฝนตกลงมาแล้วขาดช่วง เมล็ดข้าวก็จะงอกน้อย อีกทั้งต้นกล้าที่งอกพ้นผิวดินมาแล้วส่วนใหญ่ก็จะตาย เพราะไม่มีความชื้นดินเพียงพอในการเจริญเติบโต เกษตรกรจึงจำเป็นต้องไถกลบแล้วเตรียมแปลงเพื่อหว่านข้าวอีกรอบ บางปีเกษตรกรต้องหว่านข้าวถึง 3 รอบ จึงจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งนอกจากจะต้องสูญเสียค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าเตรียมแปลงแล้วยังเสียเวลา และโอกาสในการไปทำอาชีพเสริมอื่นๆ อีกด้วย 

เกษตรกรบางรายที่มีบ่อน้ำ และพอมีแรงงานครอบครัว ก็สามารถแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนาดำ แต่ส่วนใหญ่ยังปักดำด้วยมือและทำได้ในพื้นที่จำกัดเพียง เนื่องจากปัจจุบันไม่สามารถจ้างแรงงานได้เหมือนเมื่อก่อนเพราะหาได้ยากและยังมีราคาแพง เกษตกรจึงทำเองเท่าที่พอทำได้ 

ปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรนำรถดำนาไปใช้ในพื้นที่ เพราะต้องการทำ นาดำ และทดแทนแรงงาน โดยเฉพาะเกษตรกรกลุ่มทำเมล็ดข้าวพันธุ์  แต่ยังต้องอาศัยการปรับเทคนิคเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคหนึ่งที่จะช่วยให้การปักดำด้วยรถดำนามีประสิทธิภาพก็คือ การเตรียมแปลง

พื้นที่นาภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดินทรายร่วน หรือดินร่วนปนทราย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอนุภาคของดินทราย และทรายแป้ง เป็นองค์ประกอบอยู่มาก เนื่องจากอนุภาคดินทรายมีขนาดใหญ่ จึงตกตะกอนเร็ว และทำให้หน้าดินจับตัวและอัดแน่นได้ง่าย มีความเป็นเลนน้อยกว่าดินเหนียว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปักดำ ซึ่งถ้าปักดำต้นกล้าลงไปจะทำให้กล้าช้ำหรือหัก หรืออาจปักดำไม่ลง ซึ่งก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่อยากปักดำด้วยมือ

นอกจากนี้ ในดินทรายโดยทั่วไปแล้วมีปริมาณอินทรีย์วัตถุต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่มีไม่ถึง 1% ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างของดิน ทำให้ดินแน่นทึบ และดูดซับน้ำและธาตุอาหารได้น้อย เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นปัญหาต่อการปักดำ และเป็นตัวการจำกัดผลผลิตข้าวในพื้นที่ดินร่วนทราย และดินทราย

ขั้นตอนการทำนาดำ ด้วยรถดำนา

1. หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จในช่วงเดือน พฤศจิกายนถึงธันวามคม เกษตรกรที่จะใช้ประโยชน์จากฟางข้าวเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ หรือปุ๋ยหมัก ให้เก็บฟางออกจากแปลงนา

2. เนื่องจากพื้นที่นาเกือบทั้งหมดมีปริมาณอินทรีย์วัตถุต่ำเกษตรกรควรเพิ่มอินทรียวัตถุโดยการไถกลบตอซัง และปลูกพืชตระกูลถั่วบำรุงดินและเพิ่มรายได้ เช่นถั่วเหลือง ถั่วเขียว หรือปอเทือง โดยปลูกหลังการไถกลบในช่วงเดือน พฤศจิกายนถึงธันวามคม แล้วจะไปเก็บเกี่ยวผลผลิต และไถกลบตอซังอีกครั้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งช่วงนี้อาจใส่ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกเพิ่มเติมอีกก็ได้  

3. ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงสิงหาคม จะทำการเก็บน้ำฝนไว้ในบ่อน้ำ แต่เนืองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำชลประทานจำกัด เกษตรกรจำเป็นต้องมีบ่อน้ำเป็นของตนเอง เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงการเตรียมแปลงปักดำ และให้เสริมในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง ซึ่งในเวลานี้แปลงนายังไม่ได้ใช้ทำอะไร เกษตรกรสามารถปลูกพืชบำรุงดิน เช่นถั่วเขียว หรือปอเทืองได้อีกรอบหนึ่ง

4. ก่อนการปักดำ 20 วันให้เตรียมแปลงเพาะกล้า และกำหนดช่วงเวาลาให้ต้นกล้าอายุประมาณ 15-18 วันในช่วงวันปักดำ ซึ่งขั้นตอนนี้จะทำในช่วงเดือน กรกฎาคมถึงสิงหาคม

5. ก่อนถึงวันปักดำ 2-3 สัปดาห์ให้ไถกลบปุ๋ยพืชสด (กรณีถ้าปลูก) แล้วปล่อยให้ย่อยสลายซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ 

6. เมื่อถึงวันปักดำให้สูบน้ำเข้าแปลงนาระดับน้ำสูงประมาณ 5 เซนติเมตร ซึ่งจะใช้น้ำประมาณ 150-200 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่

7. ปั่นด้วยจอบหมุน (โรตารี่) 2 รอบ โดยรอบที่ 2 ให้ติดไม้ลูบเทือกgเพื่อปรับผิวดินให้เรียบ

8. หลังจากเตรียมแปลงเสร็จให้ทำการปักดำตามทันทีเพราะถ้าปล่อยไว้นานอนุภาคดินทรายและทรายแป้งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของดินชนิดนี้จะตกตะกอน ทำให้ผิวหน้าดินอัดแน่น อีกเทคนิคหนึ่งคือไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งเด็ดขาดควรมีน้ำขังที่ประมาณ 5 เซนติเมตรตลอดการปักดำ

9. การปักดำให้ใช้ระยะแถวที่ 30 เซนติเมตร และระยะต้นที่ 18-21 เซนติเมตร และความลึกในการปักดำปรับไว้ที่ระดับกลาง (ระดับ 3-4 ของรถดำนา ซึ่งจะลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร) ซึ่งในเรื่องความลึกในการปักดำ เกษตรกรต้องลองปักดำแล้วสังเกตดูว่าต้นกล้าลอยขึ้นมา หรือมองเห็นรากต้นกล้าหรือไม่ (มองเห็นวัสดุเพาะกล้า) ถ้ามองเห็นแสดงว่าตื้นเกินไปควรปรับความลึกเพิ่มอีก 1 ระดับ แต่ก็ไม่ควรปักลึกเกินไปเพราะจะมีผลต่อการฟื้นตัวของต้นกล้าและการแตกกอของต้นข้าว

10. ในการปักดำควรเล็งแนวแถวปักดำให้ตรง เพราะจะได้ระยะกอที่สม่ำเสมอ และสะดวกในการดูแลแปลง ซึ่งตัวรถดำนาก็จะมีอุปกรณ์เพื่อให้ง่ายต่อการเล็งแนวปักดำ

เกษตรกรทราบดีว่าการทำนาดำจะให้ผลผลิตที่ดีกว่านาหว่าน อีกทั้งระยะปลูกที่เหมาะสมยังช่วยลดปัญหาศัตรูพืชไม่ว่าจะเป็น โรค แมลง และวัชพืช ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้มากเมื่อเทียบกับนาหว่าน แต่เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในปัจจุบันและมีแน้วโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องใช้วิธีการหว่านซึ่งใช้แรงงานน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับการปักดำด้วยมือ แต่กลับมีปัญหาศัตรูพืชระบาดอย่างรุ่นแรงส่งผลเสียหายต่อผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ จึงมีเกษตรกรบางรายในพื้นที่ปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มนำเทคโนโลยีรถดำนามาใช้ ซึ่งให้ผลเป็นที่น่าพอใจ นอกจากจะลดปัญหาศัตรูพืชได้แล้วยังช่วยลดปัญหาแรงงานได้อีกด้วย อีกทั้งยังได้ข้าวบริสุทธิ์สามารถใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในฤดูกาลถัดไป หรือผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ได้เป็นอย่างมาก เพียงแค่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาอีกนิดหน่อยโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ก็ช่วยสร้างโอกาส สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีชีวิตอยู่ดีกินดีขึ้น

อ้างอิง: เกษตรกรต้นแบบ, กรมพัฒนาที่ดิน